จากบทความเรื่อง Inside the Development Workflow of Claude Code’s Creator
ซึ่งเขียนอธิบายในแต่ละเรื่องใน X ของคุณ Boris Cherny
ว่ามี development workflow และแนวทางการใช้งาน Claude Code อย่างไรบ้าง

โดยผู้เขียนนั้นบอกเลยว่า จะไม่พยายาม customize อะไรมากนัก
ซึ่งมันขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนเลย
ว่าจะใช้อย่างไร ทำการ customize หรือ hack มันอย่างไร
เอาที่สบายใจกันเลย
ตรงนี้มันคือความสนุกของเครื่องมือ

มาดูว่าใช้งานอย่างไรเป็นข้อ ๆ กัน

ข้อที่ 1 ใช้งานแบบ parallell

จะทำการเปิด terminal หลาย ๆ หน้าจอขึ้นมาทำงานพร้อม ๆ กัน
โดยแต่ละ terminal จะทำการทำงานร่วมกันผ่าน Terminal notification
และแน่นอนว่าในการละ session ของการทำงาน
ก็ใช้มีการใช้งาน git ด้วยเสมอ
ในแต่ละ session ก็จะทำการใช้ git checkout เพื่อให้รู้จุดที่แต่ละ session เริ่มต้น
อีกทั้งยังมีการใช้งาน remote session ผ่าน flag –teleport 

ข้อที่ 2 แนะนำให้ใช้ Opus 4.5 model

เนื่องจากมีคุณภาพ และ ความน่าเชื่อถือของผลที่ได้มากกว่า
แถมยังเร็วอีกด้วย
ตรงนี้ทดลองกันดูได้ ตาม use case ของแต่ละคนเพื่อเปรียบเทียบ
อย่าเชื่อจนกว่าจะลองด้วยตนเอง !!

ข้อที่ 3 จัดเก็บไฟล์ CLAUDE.md ใน git เสมอ

ทีมพัฒนาของ Anthropic จะทำเหมือนกัน
เพื่อปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ตลอดเวลา
ทั้ง best practice ต่าง ๆ ที่เพิ่มหรือเปลี่ยนแปลง
เช่น coding style guide, design guideline, ขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ และ PR template เป็นต้น

ข้อที่ 4 ในทุก ๆ PR (Pull Request) นั้นจะมีการเพิ่มความรู้ไปยังไฟล์ CLAUDE.md เสมอ

เพื่อให้ความรู้ต่าง ๆ ของการทำงานยังคงอยู่
แน่นอนว่าจะเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการสรุปก่อนเสมอ

ขั้นตอนในการพัฒนาและเปิด PR นั้น
จะเริ่มด้วย mode plan ก็เสมอ ปิดการ edit file ไปเลย
เมื่อวางแผน และ แก้ไขแผนต่าง ๆ ให้ดีตามความต้องการแล้ว
จึงเปิด edit file กลับมาให้ทำการสร้างหรือแก้ไขไฟล์ได้นั่นเอง
ดังนั้นเรื่องของวางแผน หรือ คิดก่อนลงมือทำ จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

เมื่อทำการพัฒนาเรียบร้อยแล้ว
ก็จะทำการ commit และ เปิด PR ไป
โดยในส่วนนี้เป็นงานซ้ำ ๆ จึงใช้งานผ่าน command ไปเลย
ซึ่งเป็นไฟล์อยู่ใน .claude/commands/ เพื่อลดการเขียน prompt ซ้ำ ๆ ลงไป
เช่นการใช้งาน command /commit-push-pr เป็นต้น

รวมทั้งยังใช้งาน PostToolUse Hook เพื่อทำการ run command บางอย่าง
เพื่อช่วยลดปัญหาต่าง ๆ ลงไป เช่นการจัด format code เป็นต้น

ในส่วนของ code review ก็ใช้งานผ่าน Code Review plugin

ข้อที่ 5 ในแต่ละรอบของการทำงานนั้น ต้อง validate และ ทดสอบเสมอ !!

ทั้งการ run test ผ่าน command line ที่กำหนดไว้
หรือทำการเปิด web browser ขึ้นมาเพื่อทดสอบระบบ web application
ว่าทำงานได้ตามที่ต้องการหรือไม่
รวมทั้งดูเรื่องของ UX และ UI อีกด้วย
ผ่าน subagent นั่นเอง

ยังมีส่วนอื่น ๆ อีกเช่น

  • ปกติไม่ใช้ –dangerously-skip-permissions เลย แต่จะใช้งานเมื่อต้อง run process ที่ทำงานนาน ๆ และอยู่ sandbox ที่กำหนดไว้เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย (/permissions)
  • ทำการกับเครื่องมืออื่น ๆ ผ่าน MCP ได้เลย ตัวอย่างเช่น Slack และ Sentry เป็นต้น ส่วนผมนั้นจะใช้งานพวก FigMa MCP และ Playwright MCP บ่อยมาก ๆ

ลองเรียนรู้ และ ปรับไปใช้งานกับความต้องการของเราต่อไป
หรือนำไปใช้กับเครื่องมืออื่น ๆ ได้อีกด้วย
ขอให้สนุกกับการ coding