Screen Shot 2557-07-11 at 8.17.23 PM

เมื่ออ่านเจอชื่อบทความนี้ครั้งแรกที่ No Delivery, No Due Date, No Fixed Scope
รู้สึกว่ามันน่าสนใจมาก
ทำไมถึงไม่มีการส่งมอบ software
ทำไมถึงไม่มีกำหนด due date
ทำไมถึงไม่มีการกำหนดขอบเขตของงาน
จึงได้อ่าน แปล และสรุปออกมาได้ดังนี้
เผื่อที่ใครสนใจ แล้วลองทำดูบ้างนะ

เป็นแนวคิดของบริษัท Sonicgarden
บริษัทรับพัฒนา custom software ในประเทศญี่ปุ่น

เขาทำงานอย่างไร โดยที่ไม่ส่งมอบ software ให้ลูกค้าเลย ?

ทาง CEO ของบริษัทพูดไว้ว่า

No Delivery คือหัวใจของบริษัทเลย
เนื่องจากมันหมายถึง การไม่ส่งมอบความเป็นเจ้าของ software ให้ลูกค้า

… แต่มีการส่งมอบ software ให้ลูกค้านะ …

มาดูความหมายที่แท้จริงของทั้ง 3 คำกันดูว่าเป็นอย่างไร

No Delivery

เมื่อลูกค้ามาจ้างให้สร้าง software หรือทำการ custom software
เมื่อพัฒนาเสร็จเรียบร้อยแล้ว software เหล่านั้นต้องตกไปเป็นของลูกค้า

แต่ที่ Sonicgarden ไม่ใช่ เพราะว่า เจ้าของ software นั้นคือ developer ที่สร้างมันขึ้นมา

ทำไมล่ะ ?
เนื่องจากขั้นตอนการส่งมอบ software นั้นใช้ค่าใช้จ่ายสูงมากๆ
ไหนจะค่าจัดทำเอกสาร การทดสอบ
การติดต่อกับฝ่าย operation และอื่นๆ อีกมากมาย
ยิ่งการส่งงานแบบที่ fixed-scope ด้วยแล้ว ยิ่งมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีก

ดังนั้น Sonicgarden จึงเลือกที่จะจัดการเรื่อง operation และการ maintain software ต่างๆ
ให้ลูกค้าเองเลย มันคือการให้บริการแบบ  Custom-made Software as a Service

ก่อนที่จะทำได้แบบนี้ คุณต้องถามลูกค้าก่อนนะว่า
เรื่องความเป็นเจ้าของ software มันสำคัญต่อลูกค้าไหม ?
ถ้าลูกค้าบอกว่าไม่ แล้ว คุณสามารถลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการส่งมอบไปได้เลย

No due date และ No fixed scope

ที่ Sonicgarden ไม่เลยสัญญาเกี่ยวกับ due date เลย
เนื่องจากวิธีการนี้ มันจะทำให้งานมีจำนวนมากเกินไป
และส่งผลให้คุณภาพของ software ลดลงตามไปด้วยเสมอ

แน่นอนว่าก็ไม่มี Fixed scope ของงาน ในแต่ละรอบการทำงานด้วยสิ

จากหนังสือ Getting Real ของบริษัท 37 Signal  
บอกว่า Do Less หรือการลงมือทำเล็กน้อยแต่พองาม ถึง

  • จำนวน feature ที่น้อย
  • จำนวนทางเลือก และ สิ่งที่เกี่ยวข้องน้อย

ทำให้เกิดแนวคิดหลักที่เรียกว่า Build Less  เพื่อสร้าง software ที่มันมีคุณค่าจริงๆ ขึ้นมา
ดังนั้น จึงไม่มีการกำหนด due date และ fixed scope เนื่องจากมันคือต้นเหตุของ Build More

ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติ่มพบว่า การใช้งาน feature ของ software ทั่วไป พบว่า
มี feature ที่ทุกใช้งานบ่อย มีจำนวนน้อยมากๆ ดังรูป

Screen Shot 2557-07-11 at 9.09.29 AM

ปัญหาที่ตามมาจากแนวคิดข้างต้น

คือ แล้วจะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างไร ?

ก่อนอื่นต้องบอกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของ Sonicgarden คือ บริษัท Startup
ซึ่งบริษัทเหล่านี้ไม่ค่อยมีพนักงานที่มีความสามารถในการ programming เท่าไรนัก
ดังนั้น การจะรับ programmer ที่ดีเข้าไปก็เป็นเรื่องที่ยากเช่นกัน

จากจุดนี้เองทาง Sonicgarden จึงข้ามาเติมเต็มให้กับบริษัท Startup เหล่านี้
ด้วยการเตรียม programmer ที่เรียกว่า เก่ง หรือ มีความชำนาญมากๆ มาไว้บริการ

ที่สำคัญบริษัทจะเปิดรับเฉพาะคนที่มีความชำนาญเท่านั้น บรรดาไก่กาไม่รับเลย

ปัญหาเก่าก็ยังไม่จบ ปัญหาใหม่มาอีก
บรรดาลูกค้าที่เข้ามาติดต่อแล้วต้องมาเจอกับคำว่า

  • ผมไม่สัญญาเรื่อง due date ของสิ่งที่จะทำ
  • ผมไม่ให้คุณ fixed scope ของสิ่งที่จะทำ
  • และอื่นๆ อีกมากมาย

จะทำการแก้ไขอย่างไรล่ะ ?

วิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ก็คือ
ให้เวลาสำหรับการทดลองใช้งานก่อน แล้วให้ลูกค้าทำการประเมินเองว่า การทำงานของบริษัทดีหรือไม่
ถ้าพึงพอใจ ก็จะเข้ามาสู่งรูปแบบการจัดจ้าง
โดยบริษัท Sonicgarden นั้นมี subscription model แบบรายเดือน
ซึ่งลูกค้าสามารถหยุดการใช้บริการได้ตลอดเวลา

การที่มีรูปแบบการบริการแบบนี้ทำให้ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย
มันนำไปสู่ Win-Win Relationship

และทำให้พนักงานทุกๆ คน

  • มีความเป็นมืออาชีพ
  • มีเงินเดือนที่ดี ตามสิ่งที่ทำและรับผิดชอบ
  • มีอิสระเรื่องของเวลาการทำงาน
  • มีอิสระในสถานที่การทำงาน

พนักงานทุกๆ คนจะไม่สัญญาในเรื่องของเวลาและขอบเขตของงาน
แต่จะสัญญาในเรื่องความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก

ดังนั้น ถ้าอยากได้เงินเยอะ ก็ต้องสามารถจัดการหรือรับมือกับลูกค้าได้หลายๆ รายพร้อมกัน
แถมในบริษัทนี้มีตำแหน่งเดียว ยกเว้น CEO
นั่นคือตำแหน่ง Programmer
ไม่มี manager เพราะว่าจัดการเอง
ผลก็คือ Programmer เหล่านี้มีเงินเดือนสูงสุดในญี่ปุ่นเลยนะเออ เอากับเขาสิ !!!

แล้ว CEO ล่ะทำอะไร ?
ทำหน้าที่รักษา programmer ไว้ให้ได้
ให้มีรายได้ที่มั่นคง
รักษาไว้ซึ่งตัวตนของบริษัท

ส่วนทาง Programmer จะถูกกระตุ้นหรือสร้างแรงบรรดาลใจที่สูงมาก
เนื่องจากเป็นส่วนที่สร้างรายได้เข้าบริษัท
และรายได้ก็จะเสถียรมาก เพราะมาจากจำนวน subscription รายเดือนนั่นเอง

บริษัทรูปแบบนี้ไม่ต้องการ การทำงานที่หามรุ่งหามค่ำ หรือ ทำงานหนัก
แต่ต้องการ programmer ที่มีความเชี่ยวชาญเท่านั้น

โดยรามแล้ว

รูปแบบธุรกิจแบบ No Delivery, No due date และ No fixed scope นั้นมันสามารถทำได้จริงๆ นะ
ดังเช่นที่บริษัท Sonicgarden ทำ ซึ่งเป็นแนวทางที่น่าสนใจมากๆ

ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากจะนำเสนอคือ รูปแบบของธุรกิจแบบใหม่ๆ
ที่ใครหลายคนคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอกนะ
แต่ถ้าไม่ลองทำจะรู้ได้อย่างไร ว่ามันทำได้ไหม
และตอนนี้บริษัท Sonicgarden ก็ได้ลองทำแล้ว และมันก็มีแนวโน้มที่ว่าดีด้วยนะเออ …